วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คำว่า นิสิต กับ นักศึกษาต่างกันยังไงน่ะ

                                                                                                                                                   คงเคยสงสัยกันใช่มั๊ยค่ะว่าทำไมมหาวิทยาลัยบางแห่งใช้คำว่า"นิสิต" บางแห่งใช้คำว่า"นักศึกษา" วันนี้จึงหาบทความดีๆ เพื่อมาแก้ข้อสงสัยกันค่ะ ^^



นิสิต คือ คำที่ใช้เรียกผู้ที่เล่าเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีลักษณะการพักอาศัยแบบอยู่หอนักศึกษา คือ คำที่ใช้เรียกผู้ที่เล่าเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป


นิสิต จะหมายถึง นิสิตชาย และ นิสิตตา จะหมายถึง นิสิตหญิง (มีหลักฐานการเรียกนิสิตตาสำหรับ นิสิตหญิงที่เรียนจุฬาฯในสมัยก่อน)


เมื่อ 70 ปีกว่ามาแล้ว ส่วนบริเวณที่เป็นเมืองจะอยู่ในกรุงเทพชั้นใน (นับจากคลองผดุงกรุงเกษม หรือ หัวลำโพงเข้าไปจนถึงเกาะรัตนโกสินทร์) ส่วนที่อยู่ถัดจากหัวลำโพงออกมาจะเป็นพระนคร(ชื่อเรียกกรุงเทพมหานครในสมัยนั้น)ชานเมือง


มหาวิทยาลัยที่อยู่นอกเมือง ผู้เรียนมีความจำเป็นต้องอยู่หอ จึงเรียกผู้ที่เรียนมหาวิทยาลัยนอกเมืองนี้ว่า นิสิต เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(สมัยนั้นถือว่าอยู่นอกเมืองครับ แตกต่างจากสมัยนี้กลายเป็นใจกลางเมืองไป เมื่อเมืองหลวงขยายตัวมากขึ้น) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ซึ่งในขณะนั้นมีวิทยาเขตในกรุงเทพและต่างจังหวัดหลายแห่งด้วยกัน เช่น ประสานมิตร ปทุมวัน พลศึกษา-บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ บางแสน เป็นต้น)


ส่วนมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเมือง ผู้เรียนไม่มีความจำเป็นต้องอยู่หอใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเรียกผู้ที่เล่าเรียนว่า นักศึกษา โดยมีมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง(ขณะนั้นมีที่ตั้งอยู่ที่ท่าพระจันทร์เพียงแห่งเดียว)ริเริ่มใช้คำนี้ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแรก มหาวิทยาลัยที่ใช้คำว่า "นักศึกษา" ในสมัยนั้น จึงได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ชื่อในปัจจุบัน) มหาวิทยาลัยศิลปากร(ขณะนั้นมีที่ตั้งมหาวิทยาลัยอยู่ที่วังท่าพระเพียงแห่งเดียว) และ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์(มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน ขณะนั้นมีที่ตั้งมหาวิทยาลัยอยู่ที่ศิริราช)


หลังจากนั้น วิทยาเขตอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยประจำภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา(เดิมเป็นวิทยาเขตบางแสน) มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ส่วนวิทยาเขตปทุมวันและพลศึกษาปัจจุบันได้ยุบวิทยาเขตไป และเวนคืนที่ดินกลับสู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในการเรียนการสอนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน)


ทั้งหมดนี้ คือ ความแตกต่างของคำว่า "นิสิต" และ "นักศึกษา" นั้นเองค่ะ ปัจจุบันนิยมเรียกผู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยว่า นิสิตนักศึกษา ในความหมายรวมควบคู่กันไปเลย


ถึงแม้ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะเริ่มมีหอพักเป็นของตัวเองหรือไม่ก็ตาม แต่ก็นิยมใช้คำเรียก นิสิต นักศึกษา ตามแบบฉบับดั้งเดิมของแต่ละสถาบันอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน


ส่วนความเข้าใจเรื่องผู้ก่อตั้ง เรื่องการมีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเล่าเรียนอยู่ หรือความเข้าใจอื่น ๆ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงทั้งสิ้น


ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เรียกผู้เล่าเรียนว่า "นิสิต" ดังนี้
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาวิทยาลัยบูรพา
มหาวิทยาลัยนเรศวร
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
มหาวิทยาลัยทักษิณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นนอกจากนี้ จะเรียกผู้เรียนว่า "นักศึกษา" ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยรัฐอื่น ๆ และมหาวิทยาลัยเปิดทุกแห่ง




คำว่า นิสิต จึงไม่ได้มีความหมาย หรือความพิเศษอันใดต่างจากคำว่า นักศึกษา เลย มีเพียงที่มาเท่านั้นที่แตกต่างกัน

ทีนี้คงหายข้องใจ กลายเป็นความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วนะค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก ^^  http://www.dek-d.com/    

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

ความสุขกับชีวิตมหาลัย




                           เบื่ออ่ะ ตั้งแต่เรียนมหาลัยมา ชีวิตไม่เคยมีความสุขแบบยิ้มได้แบบเต็มที่สักวัน  ความสุขแบบตอนเรียนมัธยมไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหมด  เรียนก็ยาก  กิจกรรมเยอะ  บางทีขนาดจะสอบแล้วกีฬามั่ง โน่นนี่นั่นยังท่วมหัวอยู่เลย  มันดูเหมือนมันไม่เป็นระบบไม่เป็นเวลา  บางทีก็ชอบมีนัดเรื่อยเปื่อยทั้งๆที่มันไม่ได้จำเป็นอะไร บางทีก็มีเรียนตอนดึกทุ่มนึงเสร็จสามทุ่ม  บางทีก็มีสอบตอนทุ่มนึง  ไม่ก็เรียนวันเสาร์  อาทิตย์แบบไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย บางทีก็รู้สึกเหมือนเราอยู่คนเดียว  คิดต่างจากคนอื่นในหลายๆเรื่อง กิจกรรมก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วม  เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยจะได้ก็มันเบื่อนิ  เจอแต่พวกน่าเบื่อ คนน่าเบื่อ  พวกชอบนัดแล้วมาสาย  เวลาไม่เป็นเวลา  นัดทำงานแล้วมาเล่นไม่ยอมทำให้มันเสร็จๆ ชอบทำให้หงุดหงิดอยู่เรื่อยเลย   งานก็ต้องทำเยอะบางทีเหมือนเราอยู่ท่ามกลางพวกอะไรก็ไม่รู้คุยกันแต่เรื่องหยุมหยิมไร้สาระ แถมบางทีไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่าคนพวกนั้นบางทีก็มองเราแปลกๆ  บางทีสายตาเหมือนกับมองมาแบบว่าดูถูกว่าเราทำไม่ได้เหมือนเค้า  เราก็รู้สึกน่ะว่าก็คนเรามันต่างกันมันเก่งอันนี้แต่เราถนัดอีกอย่างถ้ามันมาอยู่ตรงที่ที่เราถนัดเรื่องนี้อยู่มันก็กลายเป็นแค่คนกากๆ คนนึงที่ทำอะไรไม่ค่อยได้เหมือนกันอะแหละ  มันก็อย่างว่าคนรอบข้างหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเรามักมีผลกับเราเสมอมันก็เป็นส่วนหนึ่่งทีทำให้ชีวิตตอนนี้ไม่มีความสุขเอาสะเลย การบ้านก็แยะยิ่งสาขาที่เรียนก็อ่านหนังสือกันจนเหนื่อย ทำแลปกันจนเพลียโดยเพฉาะพวกแลปทดลองเนี่ย  ต้องอยู่กับสารเคมี  แลปแต่ละครั้งก็นานมากกกกก     เรียนไม่กี่หน่วยยกิจแต่เจอแลป สอง สามตัวนี่แบบตารางแน่นเลย ยิ่งสาขาที่เรียนก็มีแต่แลปๆๆๆๆๆๆๆๆๆเมื่อก่อนอยากเรียนแลปสะมากมาย มาเจอเอาตอนนี้บอกได้เลยว่า "เข็ด" แล้วจริงเบื่อสภาพแบบนี้เต็มทีและเหมือนกับต้องทนให้ผ่านไปได้วันๆ  ชีวิตมันน่าเบื่อขนาดนี้เลยหลอ  เรียนก็เหมือนกันคณะที่เรียนอยู่รู้สึกว่ามันไม่โอเลยจริงๆ ต้องจมอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ  จนครบสี่ปีเลยหลอตอนนี้รู้สึกเหนื่อยรู้สึกเหนื่อยท้อเต็มทีไม่อยากทำอะไรมันสักอย่างเลยวุ๊ย!!!!!  เบื่อๆ

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

6 วิธีละลายความเครียดในมหาวิทยาลัย

              สำหรับนักศึกษาอย่างเราๆ  ก็อย่างว่าอะน่ะมันก็ต้องเจอกับเรื่องเครียดเป็นธรรมดา วันนี้เลยมีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการจัดการกับความเครียดมาให้ลองทำดูกัน ^^

เชื่อไหมว่า!! ความเครียดที่มากเกินไปทำให้เราสอบได้เกรดไม่ดี กิจกรรมก็ไม่ดี  วิธีละลายความเครียดในรั้วมหาวิทยาลัยมีหลักการง่ายๆ อยู่ที่ “การบริหารเวลา” เพราะส่วนใหญ่ความเครียดมักเกิดจากเวลาที่เรารู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ยิ่งเราควบคุมอารมณ์ได้ดีเท่าไร ความเครียดและกังวลก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย
ก่อนที่จะไปถึงเทคนิคละลายความเครียด หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยลดความเครียดได้คือการ “หัวเราะ” ค่ะ ดังนั้นเราควรจัดตารางเวลาไว้เพื่อทำกิจกรรมที่ได้หัวเราะบ้าง เช่น ดูหนังตลก ใช้เวลาผ่อนคลายและหัวเราะอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคิดกังวลเรื่องการเรียน หลังจากได้พักเต็มที่แล้วค่อยหันกลับมาหาทางจัดการกับความเครียด กันดีกว่า


6 วิธีละลายความเครียดในมหาวิทยาลัย

1. ดูว่าความเครียดของเราเกิดจากการบริหารเวลาไม่เป็นหรือไม่ – ถ้าความเครียดและวิตกกังวลของเราเกิดจากเราทำงานส่งไม่ทัน, ไม่มีเวลาทำแลป, กิจกรรมชมรมมากเกินไป, ทำงานหนัก, หรือมีภาระต้องดูแลแฟน สิ่งที่ควรทำคือตั้งใจบริหารเวลาให้ดีขึ้นกว่าเดิม การบริหารเวลาไม่เป็นเกิดจากการทำงานช้า, กะเวลาผิดพลาดเพราะคิดว่าน่าจะทำงานเสร็จได้ทันเวลา, และใช้เวลาในรายละเอียดที่ไม่สำคัญมากเกินไป
วิธีการละลายความเครียดของปัญหานี้คือ: หาเวลาว่างเพียงพอสำหรับทบทวนบทเรียนก็จะรู้สึกเครียดและกังวลลดลง และส่งผลให้เกรดดีขึ้นได้เอง

2. ทำตารางเวลาให้เหมาะกับบุคลิกภาพ, เวลาเรียน, และไลฟ์สไตล์ของเรา – ถ้าเรามีกิจกรรมทั้งนอกและในหลักสูตรต้องทำเยอะจนล้นมือ การจัดตารางตามแบบคนอื่น เช่น แต่ละวันต้องเรียน 60 นาที ทำกิจกรรม 60 นาที พักผ่อน 60 นาที ฯลฯ อาจไม่เหมาะกับเรานัก เพราะระหว่างที่ยังทำกิจกรรมไม่เสร็จ การเปลี่ยนไปนั่งเรียน 60 นาทีด้วยใจพะวักพะวงแต่กับกิจกรรมที่ทำไม่เสร็จคงไม่ดีนัก ดังนั้นลองหาวิธีจัดตารางให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของเราซึ่งแต่ละคนก็จะมีเทคนิคไม่เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคืองานเสร็จทันส่งและเราไม่เครียดมากด้วย


3. หาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน – ยิ่งเรารู้วิธีการเรียนมากเท่าไร ความเครียดก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น มีงานวิจัยพบว่ายิ่งเราสามารถควบคุมความเป็นไปในชีวิตเราได้มากเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลโดยตรงไปลดความเครียดและวิตกกังวลในการเรียนได้มากเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เราเครียดมักเกิดจากมีงานที่ต้องทำและวิชาที่ต้องเรียนจนล้นมือ ในเมื่อเราไม่สามารถเพิ่มเวลาให้มากกว่าวันละ 24 ชั่วโมงได้ เราคงต้องหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและทำงานเพื่อให้ทำงานได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม

4. ระวังอย่าเผลอทำกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าบ่อยนัก – ทุกครั้งที่เราเริ่มตั้งสมาธิลงมืออ่านหนังสือและทำงานอย่างจริงจัง บรรดาทวิตเตอร์, เฟคบุ๊ค, เว็บไซต์, หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทำงานไม่เสร็จเสียที แม้เราคิดว่าคุย 10 นาทีแล้วค่อยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอีก 10 นาทีก็ได้ แต่ความเป็นจริงเวลาไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่การตั้งสมาธิก่อนเริ่มลงมือทำงานต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องเช็คอีเมล์หรือโทรคุยกับใครก็ควรทำเสียให้เรียบร้อยก่อนลงมือทบทวนบทเรียน ดังนั้นหนึ่งในเทคนิคละลายความเครียดที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการใช้อินเตอร์เน็ต, รับโทรศัพท์, ให้เพื่อนเข้ามาคุยในห้อง, หรือทำอะไรก็ตามที่อาจจะรบกวนการทบทวนบทเรียนกลางคันได้

5. ใช้เวลาวันละ 30-60 นาทีจัดตารางเวลา - ชั่วโมงแรกของแต่ละวันควรเริ่มต้นด้วยการจัดตารางสิ่งที่จะต้องทำในวันหรือสัปดาห์นั้น เสร็จแล้วให้หาที่ระบายความรู้สึกเครียดกังวลใส่อะไรสักอย่าง เช่น เขียนไดอารี่, เขียนบล็อก, หรือบ่นให้คนใกล้ตัวฟัง เมื่อสมองปลอดโปร่งและกิจกรรมที่ต้องทำได้รับการวางแผนเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเราจะสามารถตั้งสมาธิกับการเรียนและทำงานในวันนั้นได้อย่างเต็มที่

6. แบ่งเวลาในแต่ละวันเพื่อทำงานที่เราถนัดบ้าง – บางครั้งสิ่งที่เรียนก็ไม่ใช่เรื่องที่เราถนัดเสมอไป เราอาจไม่มีเวลาพอที่จะนั่งฝึกทักษะที่ไม่ถนัดให้เก่งขึ้นแล้ววางเรื่องที่ถนัดไว้เฉยๆ เพราะการสอบไม่รอให้เราเก่งก่อน ดังนั้นอาจจะดีกว่าถ้าเราใช้ทักษะที่เราชำนาญที่สุดมาช่วยในการเรียน ส่วนการพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดเก็บไว้ตอนที่ไม่ต้องกังวลกับการสอบก็ได้ เช่น ถ้าเราเป็นคนถนัดการเรียนโดยการอ่านและเขียนแต่ไม่ถนัดการฟัง ดังนั้นไม่ควรอัดเลคเชอร์เพื่อกลับไปฟังหรือถอดเทปเพื่อพัฒนาทักษะการฟังในยามที่วันสอบใกล้เข้ามาแล้ว แต่ควรอ่านเตรียมก่อนไปฟังเลคเชอร์ ฟังแล้วจดและกลับมาอ่านทบทวนหรือเขียนโน้ตย่อมากกว่า ส่วนทักษะการฟังค่อยไปพัฒนาตอนทำงานที่ไม่จำเป็นต้องสอบทำเกรดแล้วก็ยังได้ วิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเครียดและกังวลในขณะเรียน แต่ถ้าใครคิดว่าตนเองไม่เครียดอยู่แล้วและอยากพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดก็ทำได้ตามอัธยาศัย

สรุปคือการบริหารเวลาให้ได้อย่างเหมาะสมถือเป็นวิธีสำคัญในการช่วยลดความเครียดขณะเรียนได้เพราะทำให้เรารู้สึกว่าสามารถควบคุมทุกสิ่งรอบตัวให้เป็นไปได้ดังที่วางแผน
การเรียนก็ดี กิจกรรมก็ดี...ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็จัดการได้ลงตัว


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ^^  : Too Stressed to Study? 6 College Stress Management Tips [Internet]. [cited 2010 Oct 8];Available from:http://theadventurouswriter.com/blog/too-stressed-to-study-college-stres...

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

ความน่าเบื่อของชีวิตช่วงสอบ





มักเจอประโยคเกรียนๆ จนเอือม

- เริ่มอ่านหนังสือมั่งยัง
- ช่วงนี้เงียบไปเลยน่ะ  ซุ้มอ่านหนังสือหลอ  ; ซุ่มบ้าซุ่มบออะไรแกอ่านเยอะกว่าชั้นอีก  นอนก็หาว่าซุ่ม                                                                      อ่านหนังสือ
- อ่านเยอะๆระวังจะได้ A น่ะ   ;ถ้าเป็นแบบนั้งจริงๆก็ดีสิ
- นอนดึกจังอ่านหนังสือหลอ
- จะอ่านทำไมนักหนาจะเอา A  หลอ     ; เออ....ใช่ =.=
- อย่างแก A ทุกวิชายุแล้ว  ; นี่ประชดหลอก็รู็อยู่ความจิงเป็นไง =..=

เป็นช่วงเวลาแห่งการทรมาน และเพิ่มน้ำหนัก

- นอนดึกบ่อย  เพราะเพิ่งมาอ่านได้ทั้งวันทั้งคืนก่อนวันสอบ 1 วัน
- นอนดึกก็หิวอีก   เลยต้องกินๆๆๆๆๆ เข้าไปและสุดท้ายก็นอน
- สอบมักมาพร้อมกับสิวยังกะนัดกันมาอย่างดี  ผุดขึ้นมาแบบไม่ยั้ง

มักมีอาการแปลกๆเกิดขึ้น

- เห็นภาพหลอน  อิอิ  ล้อเล่นเวอร์ป๊ายยย
- มักมีอาการเปิดหนังสือแล้วจะง่วงนอนตลอดเวลา
- ชอบเอาหนังสือไปนอนอ่านบนเตียงนอนทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าอีกเดี๋ยวก็หลับ
- ทั้งที่จะต้องอ่านหนังสือ  แต่ก็ทำใจห้อ่านไม่ได้สะที

หลังสอบเสร็จแต่ละวิชาก็จะให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป

-ถ้าวิชาไหนทำข้อสอบไม่ได้   ; ชีวิตทำไมถึงเป็นแบบนี้คนอื่นทำได้แต่เร๊าาาา.....เราทำไม่ได้ทำม๊าย แล้วชีวิตก็จะเข้าสู่โหมดสลดไปอีกครึ่งชั่วโมง
หรือบางที ; ทำไม่ได้ก็ช่างไม่เห็นสนเลย
-ถ้าวิชาไหนทำข้อสอบได้  ;โลกช่างสดใสหน้าอยู่  555  เราเนี่ยก็เก่งเหมือนกันนิน่ะ นอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังจะมีความสามารถอีก
- และหลังจากที่สอบเสร็จจะทำให้เรารู้ว่า การนอนหลับได้แบบมาราธอนเป็นยังไง 55

          แต่ตอนสอบก็แปลกน่ะบางคนชอบถามว่าอ่านหนังสือยัง พอบอกว่ายังไม่อ่าน  ม๊านนนก็ไม่เชื่อ  แล้วจะถามเพื่อ?   บางทีตอนสอบอิคนบอกยังอ่านไม่ถึงไหน  ทำข้อสอบไม่ได้เสือกได้คะแนนเยอะ   อิคนบอกว่าทำได้อ่านหนังสือมาทั้งเดือนดันได้คะแนนน้อย  555  แล้วเราก็จะวนเวียนเจอเรื่องแบบนี้อยู่ร่ำไปทุกครั้งที่มีการสอบ

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โอ๊ย... ทีเรียนอยู่มันไม่ใช่เลยอ่า

       




             มันก็แปลกน่ะที่นับวันสิ่งที่เราเรียนอยู่มันยิ่งตอกย้ำให้เรารู้ว่า  มันไม่ใช่ตัวตนของเราเลยสักนิด เราทุกคนเรียนในคณะที่ตัวเองเลือกด้วยเหตุผลต่างๆนานา  หางานง่าย ชอบ พ่อแม่อยากให้เรียน บลาบลา เมื่อก่อนก็เคยคิดเหมือนกันน่ะว่าถ้าเลือกคณะอะไรแล้วถึงไม่ชอบก็จะเรียนต่อไป  พอมาตอนนี้ เอิ่ม...อยากซิ่วใจจะขาดแต่ทุกอย่างย่อมต้องทำด้วยความมีเหตุมีผลเพราะหากเราตัดสินใจทำอะไรลงไปนั่นก็ต้องดูผลที่ตามมาด้วยว่าจะเป็นยังไง  ไม่ว่าจะพ่อแม่โน่นนี่นั่น
             เคยคิดว่าการอยู่กับอะไรที่ไม่ชอบจะเป็นเรื่องง่าย  แต่พอเจอเข้าจริงๆ ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด   เรียนที่ว่ายาก+ไม่ชอบ==>ผลเลยกลายเป็นไม่ค่อยพยายาม ประมาณว่ามันไม่ค่อยมีแรงจูงใจให้เราอยากทำมันให้ดี  ทั้งๆที่รู้น่ะว่าถ้าเราตั้งใจอ่านหนังสือเราก็ทำได้  แต่เหมือนกับพอใจเราไม่อยากจะทำ ร่างกายมันก็เหมือนเฉยชาไปสะงั้น  (ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลโง่ๆ ของคนโง่ๆเลยน่ะ อิอิ)
           เคยมีอยู่เทอมนึงที่รู้สึกแย่มากๆ กับคณะที่เลือกภาควิชาที่เลือก จนมันรู้สึกแบบไม่อยากทำอะไร อ่านหนังสือไปก็แบบไม่เข้าสมองเลยทั้งๆที่ก็พยายามอ่านมันทั้งคืน  วันแต่ละวันในตอนนั้นผ่านไปแบบช้าๆแล้วก็รู้สึกทรมานมาก พอสอบคะแนนออกมาก็เลยห่วย  กลับมาร้องไห้ตาบวมก็หลายครั้งอยู่เพราะไม่รู้จะแก้ปัญหาให้ตัวเองยังไง  ปรึกษาอาจารย์ ปรึกษาพ่อแม่  จนเค้าก็เริ่มเป็นห่วงเรา  คะแนนเทอมนั้นก็แบบว่าเกรดลดวูบลงเหวไปเลย Y.Y   เฮ้อๆๆๆๆ ถึงตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่คณะเดิมภาควิชาเดิม  เรียนแบบเดิมๆ  อย่างว่าถึงตอนนี้จะรู้ตัวดีว่าเลือกผิดไปแล้วแต่ก็มาไกลถึงขนาดนี้แล้วคงจะไม่ถอยกลับไปนับหนึ่งใหม่  เพราะมันคงจะเป็นการเสียเวลามาก  พยายามทำใจให้ชินและก้าวต่อเพราะถึงไม่ชอบคณะนี้ยังไงก็ขอเอาใบปริญญามาให้พ่อแม่ชื่นใจก่อน  ต่อจากนั้นเวลาที่เหลืออยากทำอะไร  อยากอยู่กับสิ่งไหนค่อยว่ากัน

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

8 อาหารทำให้ง่วงตลอดเวลา ห้ามกินก่อนอ่านหนังสือ !


เคยส่งสัยตัวเองบ้างไหมค่ะว่าทำไมถึงได้มีอาการง่วงนอนตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม นลองสังเกตุตัวเองดูนะค่ะว่าได้กินอาหารที่มีสาเหตุของการง่วงนอนตลอดเวลาบ้างรึเปล่าค่ะ และวันนี้เราจะมาบอกถึง 8 อาหารทำให้คุณนั้น ง่วงนอนตลอดเวลา ค่ะ ถ้ารู้แล้วว่ามีอาหารชนิดใดบ้างที่คุณชอบทานบ่อย ๆ ก็ดูให้ดีนะค่ะ ทีหลังจะได้ลองห้ามใจตัวเองไม่ให้ทานเพื่อให้คุณจะได้ไม่ต้องง่วงนอนตลอดเวลาค่ะ

 8 อาหาร "ง่วงนอนตลอดเวลา"

   

1. กาแฟ ดื่มกาแฟตอนเช้าโดยที่กระเพาะอาหารยังว่างเปล่าจะทำให้ง่วงได้ เพราะหลังจากดื่มกาแฟได้ 30 นาที กาเฟอีนจะเข้าไปในกระแสเลือดและไปที่สมองส่งผลให้ออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองถูกสกัดกั้นแล้วความง่วงก็จะตามมา



  
  

2. กล้วย เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็วช่วยสลายความเครียด ฮอร์โมนเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรินจากกล้วยจะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข แต่ถ้ารับประทานกล้วยมากเกินไปจะทำให้เราเกียจคร้านและไม่อยากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย


   

3. ช็อกโกแลต สาร Phenylethylamine ในช็อกโกแลตจะทำให้ง่วงนอน ดังนั้น ช็อกโกแลตจึงเปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้นอนหลับและถ้าหากมีโกโก้ในปริมาณสูงก็จะทำให้รู้สึกมีความสุข



  
  

4. ครัวซองต์ หากรับประทานครัวซองต์ 2-3 ชิ้นจะรู้สึกง่วงนอน เพราะครัวซองต์มีปริมาณแป้งขัดขาวมากและอุดมไปด้วยไขมันอีกด้วยซึ่งไขมันจำเป็นต้องใช้พลังงานในการย่อย ดังนั้น เมื่อรับประทานครัวซองต์เข้าไปร่างกายก็จะดึงเลือดจากสมองไปที่กระเพาะเป็นจำนวนมากเมื่อสมองมีเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอก็จะทำให้ง่วงนอน หากคุณต้องทำงานเร่งด่วนก็ควรรับประทานครัวซองต์ได้แค่ชิ้นเล็ก ๆ หนึ่งชิ้น                                                                                                                                                                                                                      
 5. ขนมปังขาวและข้าวขาว อาหารทุกชนิดที่ทำมาจากแป้งขัดขาวเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ง่วงเหตุผลก็คือ มันเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดเร่งด่วนจึงทำให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินออกมามากจึงทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงและทำให้ง่วงนอน

  
6. ถั่วเปลือกแข็ง มีกากใยอาหารมากซึ่งจะไปชะงักกระบวนการย่อยอาหารและยังถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่โดยไม่ได้ย่อย และกระตุ้นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่จัดการกับกากใยอาหาร ผลก็คือทำให้ท้องอืดเฟ้อและง่วงนอนโดยเฉพาะถ้ารับประทานถั่วผสมเกลือก็จะทำลายวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบีซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า


    

7. ของหวาน เช่น ขนมหวาน เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่มหวาน ๆ น้ำตาล ทำให้ง่วงนอนและยังเป็นตัวแย่งวินามินบีไปจากร่างกายเราด้วย เช่น วิตามินบี 1 บี 3 บี 6 และกรดโฟลิก และเมื่อร่างกายขาดแคลนวิตามินดังกล่าวก็จะทำให้เรี่ยวแรงถดถอยจึงส่งผลให้รู้สึกง่วง


     

8. ผลิตภัณฑ์นมหรือโยเกิร์ต เป็นอาหารที่มีประโยชน์แต่ถ้ารับประทานโยเกิร์ตเข้าไปมากก็จะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและโปรตีน แต่ในขณะเดียวกันโปรตีนที่ว่านี้ก็จะแยกกรดอะมิโนจากร่างกาย

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก  http://unigang.com/Article/5595 ^^

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตมหาลัยกับการสอบมิดเทอม


           
               ช่วงนี้ก็เป็นฤดูกาลของการอ่านหนังสือสอบมิดเทอมกันแล้ว สิน่ะ  เตรียมตัวพร้อมกันแล้วรึยังเอ๋ย   ห๊ะ!!!!  อะไรน่ะยังหลอ....   ยังไม่พร้อมเหมือนกันเลย ^^ อิอิ
           
           

           การสอบมิดเทอมสำหรับในมหาวิทยาลัยแล้วถือเป็นการสอบครั้งสำคัญเพราะการสอบมิดเทอม  เนื้อหาที่สอบจะค่อนข้างเบากว่าและเราสามมารถเก็บคะแนนได้เยอะกว่าตอนสอบไฟนอล
การสอบในมหาวิทยาลัยเป็นการอ่านหนังสือที่ว่าด้วยโหมดโหด  ยิ่งสำหรับปี 1 ที่เพิ่งเข้าใหม่ๆ  แล้วยังปรับตัวไม่ค่อยทัน เพราะบางคนตอนเรียนมัธยมเป็นเหมือนกันมั๊ย ??? แบบประมาณว่าไม่ค่อยอ่านหนังสือสอบ ไม่ก็อ่านเยอะน่ะแต่ค่อยมาอ่านเอาสักก่อนสอบสองสามวันกำลังดี  แต่สำหรับมัธยมมันก็ยังถือว่าทำข้อสอบได้แม้จะเหลวไหลไปบ้าง  แต่พอมาเรียนมหาวิทยาลัยเราจะถูกอัดเนื้อหาบทเรียนแบบเยอะมากในระยะเวลาอันสั้น แล้วบางวิชาก็ไร้ซึ่งความเมตตาปรานี ไม่มีแม้แต่การแบ่งสอบย่อย  T^T  เพราะฉะนั้นการสอบมิดเทอมจึงเปรียบเสมือนตัวบ่งชี้ชะตากรรม  เพราะเมื่อคะแนนสอบออกมามันจะเป็นตัวบ่งบอกว่า เอิ่ม... ดรอปดีมั๊ย>>> หรือจะสู้ต่อดี



             
           สำหรับช่วงเวลาการสอบถือว่าเปนช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดเลยก็ว่าได้  เพราะอ่านหนังสือแบบประมาณว่าหามรุ่งหามค่ำกินนอนกับหนังสือกันเลยที่เดียว  เผลอๆ บางทีก็แอบทำน้ำลายหยดใส่หนังสือตอนหลับตื่นมาน้ำลายเยิ้มเยยยย >///<   และบรรยากาศในมหาวิทยาลัยตอนสอบแม้จะตี 2ตี 3 บริเวณหอในมหาวิทยาลัยยังเต็มไปด้วยนักศึกษานั่งอ่านหนังสือกันอยู่ บางคนก็นอนกลางวันแล้วตื่นมาอ่านหนังสือกลางคืนยันเช้ายันเช้า (พี่แกโหดจิงๆ) แล้วยิ่งตอนเข้าเซเว่นนี่ไม่ต้องพูดถึงคิวยาวเวอร์ๆ และที่สำคัญมาม่าจะขายดีเป็นพิเศษยอดขายแบบถล่มทลาย

              พอสอบเสร็จมันคือสวรรค์ดีๆ  นี่เอง รู้สึกได้ว่าตัวเองตัวเบาหวิวยังกับจะลอยได้เลย  แล้วก็รู้สึกว่า ชีวิตจะลั๊นลาเป็นพิเศษ อิอิ (รีบๆมีความสุขไว้ก่อน  เดี๋ยวพอคะแนนมิดเทอมออกค่อยเปลียนเป็นโหมดเศร้า) 

และสำหรับใครที่ไม่อยากเศร้าหรือดรอปตอนคะแนนออก  ก็อย่าลืมอ่านหนังสือกันเยอะๆ น่ะจ๊ะ  วันสอบจะได้ทำข้อสอบอย่างเต็มที่ สู้ๆ จรา fighting!!!!!!