วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ช้านมันยัยขี้ลืมที่ลืมเก่งที่สุดในสามโลก







ให้ตายซี้!!!!!!!  ทำไมถึงชอบลืมนั่นลืมนี่ไม่หยุดไม่หย่อน มันเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายเลยจริงๆ  ตั้งแต่เรียนมหาลัยมา จนตอนนี้ก็ปี 2 แล้ว มีสบการณ์ของหายแบบเกินจะบรรยายจริงๆ  โดยสาเหตุอันเนื่องมาจากการวางของไม่ระวัง แล้วก็อิอาการขี้ลืมของตัวเอง  จริงๆ เล้ยย

          ตอนปีหนึ่งก็ทำบัตร ATM หาย แล้วก็มีคนเจอมาให้ พอปีสองก็ยังมิวายทำหายอีก ก็เลยไปทำใหม่  หลังจากนั้นก็ทำของอีกธนาคารนึงหายซึ่งมันรวมเป็นบัตรนักศึกษาในใบเดียวกัน  แล้วก็ทำใหม่กว่าจะทำเรื่องกว่าจะได้บัตรแถมเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ นานา  ปาเข้าไปก็หลายตัง  แต่นี่มันแค่จิ๊บๆ ล่าสุดอันนี้เด็ดดดด   ทำกระเป๋าตังค์หายทั้งใบค๊าาาา    ในนั้นก็มีตังค์ยุประมาณห้าร้อย ซึ่งถามว่าเสียดายมั๊ยก็เสียดายน่ะ  แต่ที่เจ็บแสบยิ่งกว่าคือ  บัตร ATM สองใบ บัตรนักศึกษา บัตรประชาชนและอีกต่างๆ นานา  คราวนี้มันหายไปพร้อมๆ  ตอนหายก็น่าจะเป็นอิตอนไปกินข้าวที่โรงอาหารแน่เลย  บ้าจริง  เหมือนอยากจะด่าตัวเองให้แรงๆ  ทำบ้าอะไรลงไป  แถมตอนนี้ก็ไม่กล้าโทรไปบอกแม่อีก  ขืนแม่รู้โดนด่ายับ  เดี๋ยวนั่นหายเดี๋ยวนี่หาย  มันก็สมควรโดนด่าแหละไม่รู้จักระมัดระวัง  ลืมโน่นลืมนี่โดนทำใหม่มาก็หลายครั้งไม่รุจักจำ  ทำหายอยู่ได้  ตอนนี้ก็หามันไปสะทั่วมันต้องมีคนเจออยู่แล้วแล้วก็คิดว่าคนที่เจอก็น่าจะเป็นนักศึกษาด้วยกัน  แล้วก็พยายามตามหาตามที่ที่คิดว่าเค้าน่าจะเอาไปฝากไว้  แต่พอไปถามกลับไม่พบเลยสักที่จนตอนนี้เริ่มท้อแล้วจริง ทำบัตรใหม่หมดนี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยน่ะ  แถมตอนนี้ก็เริ่มจะมีสอบกับอีกไม่นานก็จะสอบไฟนอลแแล้วมันต้องใช้บัตรนักศึกษาไม่ก็บัตรประชาชนยืนยันตัวตนของเราตอนสอบของดันมาหายสะได้  ตอนนี้ก็เลยได้แต่ภาวนาหวังว่าคนที่เจอจะเอามาคืนในวันนี้พรุ่งนี้  เพราะตอนนี้ตังค์ที่มีติดตัวอยู่ก็ใกล้จะหมดแล้ว  อีกอย่างในกระเป๋าตังค์ก็มี่ทั้งว่าอยู่หอพักไหน เรียนคณะอะไร  อันที่จริงมันไม่ได้ยากเลยหากคนท่เจอจะติดต่อมา  ก็หวังว่ามันจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับเพื่อนๆ  ให้ระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องของสำคัญแบบนี้เพราะถ้ามันหายขึ้นมามันก็ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่องอย่างที่เห็น

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ชีวิตมหาลัยกับงาน Byenior




                  ช่วงปลายเทอมสองแบบนี้หลายๆคนคงเตรียมตัวสวยหล่อ  ไปงานบายเนียร์กันอยู่สิน่ะ    พูดถึงงานบายเนียร์ แหม หลาย ๆ คนคงสงสัยกันว่างานบายเนียร์ มันคืองานอะไร แล้วที่ชื่อว่างานบายเนียร์ มันมาจากไหน ก็ต้องอธิบายกันแบบง่าย ๆ เข้าใจและเห็นภาพเลยว่า เป็นงานเลี้ยงอำลารุ่นพี่ปี 4 กัน โดยจะเรียกเต็ม ๆ ว่า BYE SENIOR (บายซีเนี่ย) โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้อง ให้รุ่นพี่ได้ลำลึกถึงความหลังกับบรรยากาศเก่า ๆ โดยรวม  จะว่าไปมันก็คือเลี้ยงส่งพี่ปี 4 นั่นแหละ


ลักษณะของงาน
โดยทั่วไปจะเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ทั้ว ๆ ไป แต่ในปัจจุบันดูเหมือนจะมีการให้ความสำคัญมากขึ้นเพราะการจัดงานแต่ละครั้ง ผู้เข้าร่วมงานจะมีการแต่งตัวอวดโฉมความงาม บางครั้งก็จะมีการจัดธีมงานให้เป็นไปในรูปปแบบต่าง ๆ ส่วนใหญ่ธีมงานจะดูออกไปทางงานราตรีกลางคืน เพราะหลาย ๆ ที่จะมีสถานที่จัดงานเป็นโรงแรม ซึ่งแต่ละงานจะไม่เหมือนกัน

ลักษณะการแต่งกายไปงานบายเนียร์

ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางแนวชุดราตรี เดรสในผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็แต่งกายเรียบร้อยดูดีแค่นี้ก็เริ๊ดดดและ ^^











          งานบายเนียร์นอกจากจะถือได้ว่าเป็นงานที่ได้อวดสวยอวดหล่อแล้ว  เรายังได้มาเลี้ยงส่งเพื่ออำลารุ่นพี่  ปี 4ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึงถือเป็นงานสุดท้ายที่จะได้สังสรรค์กันแบบพี่น้องก่อนจะออกไปทำงานหรือศึกษาต่อนระดับต่อไป  จึงอยากอวยพรให้พี่ๆ ปี 4 ที่กำลังจะจบการศึกษาทุกคนโชคดีทุกคน  น่ะค่ะ ^^ 


วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เมื่อฉันหน้าปลวกม๊ายยยย



เอาหน้าตามาประเมินทุกอย่างเลยหลอ  หน้าตาดีทำอะไรก็ดีไปหมดงั้นหลอ!!!! 





           ตอนเรียนมัธยมเราก็รู้ตัวอยู่หรอกน่ะ ว่าเราไม่ได้ขาวไม่ได้สวย  ไม่ได้เริ๊ด  แต่เราก็มีความสุขดีไม่เคยโดนเอาไปเปรียบเทียบไม่ก็ล้อกันไปสนุกๆในกลุ่มเพื่อน   แต่พอเรียนมหาลัยหลายสิ่งหลายอย่างมันโดนมองในมุมมองที่ต่างออกไป  มันกลายเป็นว่าคนหน้าตาดีก็โดนมองว่าเป็นคนสำคัญได้ทำนั่นนี่มีแต่คนสนใจ





            เรามีแฟนน่ะคบกันมาตั้งแต่มัธยมจนเรียนมหาลัยเราก็ยังคบกันอยู่  แฟนเราก็ถือว่าเป็นคนหน้าตาดีคนนึงเลยแหละ  บางทีเราก็รู้สึกแย่ที่คนอื่นชอบมองว่าเรากับแฟนเราดูไม่เหมาะสมกัน  บางทีเราก็รู้สึกน่ะว่าเราคงคิดมากไปเองและคิดว่าถ้าเรารู้จักปล่อยวางเราก็จะไม่ต้องสนคำพูดใคร  แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติจริงมั๊ย   กับการที่โดนมองมา  โดนพูดถึงตอกย้ำว่าเรามันไม่สวย ดำ คำนินทาต่างๆนานา ลอยเข้าหูมา บ่อยๆใครมันจะไปทนไหวฟร่ะ  เราไม่ได้มองว่าตัวเองดูไร้ค่าหรอกน่ะและแน่นอนเราไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ  หรอกเรายอมรับน่ะว่าตอนนี้หน้าตาเราปลวกกกกกก ตัวดำ มองยังไงก็ไม่สวย แต่อีกไม่นานหรอกเราจะต้องดูดีจนใครๆ ต้องหันมองมาให้ดู  โดยเฉพาะอิพวกชอบดูถูกกันดีนัก ใครมันจะไปยอมให้ดูถูกกันอยู่ได้ทั้งปีทั้งชาติ  มันต้องมีวันของชั้นบ้างสิน่าอีกไม่นานหรอก  สู้โว๊ยยยยยย!!!!!  






วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คำว่า นิสิต กับ นักศึกษาต่างกันยังไงน่ะ

                                                                                                                                                   คงเคยสงสัยกันใช่มั๊ยค่ะว่าทำไมมหาวิทยาลัยบางแห่งใช้คำว่า"นิสิต" บางแห่งใช้คำว่า"นักศึกษา" วันนี้จึงหาบทความดีๆ เพื่อมาแก้ข้อสงสัยกันค่ะ ^^



นิสิต คือ คำที่ใช้เรียกผู้ที่เล่าเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีลักษณะการพักอาศัยแบบอยู่หอนักศึกษา คือ คำที่ใช้เรียกผู้ที่เล่าเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป


นิสิต จะหมายถึง นิสิตชาย และ นิสิตตา จะหมายถึง นิสิตหญิง (มีหลักฐานการเรียกนิสิตตาสำหรับ นิสิตหญิงที่เรียนจุฬาฯในสมัยก่อน)


เมื่อ 70 ปีกว่ามาแล้ว ส่วนบริเวณที่เป็นเมืองจะอยู่ในกรุงเทพชั้นใน (นับจากคลองผดุงกรุงเกษม หรือ หัวลำโพงเข้าไปจนถึงเกาะรัตนโกสินทร์) ส่วนที่อยู่ถัดจากหัวลำโพงออกมาจะเป็นพระนคร(ชื่อเรียกกรุงเทพมหานครในสมัยนั้น)ชานเมือง


มหาวิทยาลัยที่อยู่นอกเมือง ผู้เรียนมีความจำเป็นต้องอยู่หอ จึงเรียกผู้ที่เรียนมหาวิทยาลัยนอกเมืองนี้ว่า นิสิต เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(สมัยนั้นถือว่าอยู่นอกเมืองครับ แตกต่างจากสมัยนี้กลายเป็นใจกลางเมืองไป เมื่อเมืองหลวงขยายตัวมากขึ้น) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ซึ่งในขณะนั้นมีวิทยาเขตในกรุงเทพและต่างจังหวัดหลายแห่งด้วยกัน เช่น ประสานมิตร ปทุมวัน พลศึกษา-บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ บางแสน เป็นต้น)


ส่วนมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเมือง ผู้เรียนไม่มีความจำเป็นต้องอยู่หอใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเรียกผู้ที่เล่าเรียนว่า นักศึกษา โดยมีมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง(ขณะนั้นมีที่ตั้งอยู่ที่ท่าพระจันทร์เพียงแห่งเดียว)ริเริ่มใช้คำนี้ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแรก มหาวิทยาลัยที่ใช้คำว่า "นักศึกษา" ในสมัยนั้น จึงได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ชื่อในปัจจุบัน) มหาวิทยาลัยศิลปากร(ขณะนั้นมีที่ตั้งมหาวิทยาลัยอยู่ที่วังท่าพระเพียงแห่งเดียว) และ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์(มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน ขณะนั้นมีที่ตั้งมหาวิทยาลัยอยู่ที่ศิริราช)


หลังจากนั้น วิทยาเขตอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยประจำภูมิภาค เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา(เดิมเป็นวิทยาเขตบางแสน) มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ส่วนวิทยาเขตปทุมวันและพลศึกษาปัจจุบันได้ยุบวิทยาเขตไป และเวนคืนที่ดินกลับสู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในการเรียนการสอนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน)


ทั้งหมดนี้ คือ ความแตกต่างของคำว่า "นิสิต" และ "นักศึกษา" นั้นเองค่ะ ปัจจุบันนิยมเรียกผู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยว่า นิสิตนักศึกษา ในความหมายรวมควบคู่กันไปเลย


ถึงแม้ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะเริ่มมีหอพักเป็นของตัวเองหรือไม่ก็ตาม แต่ก็นิยมใช้คำเรียก นิสิต นักศึกษา ตามแบบฉบับดั้งเดิมของแต่ละสถาบันอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน


ส่วนความเข้าใจเรื่องผู้ก่อตั้ง เรื่องการมีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเล่าเรียนอยู่ หรือความเข้าใจอื่น ๆ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงทั้งสิ้น


ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เรียกผู้เล่าเรียนว่า "นิสิต" ดังนี้
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาวิทยาลัยบูรพา
มหาวิทยาลัยนเรศวร
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
มหาวิทยาลัยทักษิณ
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นนอกจากนี้ จะเรียกผู้เรียนว่า "นักศึกษา" ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยรัฐอื่น ๆ และมหาวิทยาลัยเปิดทุกแห่ง




คำว่า นิสิต จึงไม่ได้มีความหมาย หรือความพิเศษอันใดต่างจากคำว่า นักศึกษา เลย มีเพียงที่มาเท่านั้นที่แตกต่างกัน

ทีนี้คงหายข้องใจ กลายเป็นความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วนะค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก ^^  http://www.dek-d.com/    

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

ความสุขกับชีวิตมหาลัย




                           เบื่ออ่ะ ตั้งแต่เรียนมหาลัยมา ชีวิตไม่เคยมีความสุขแบบยิ้มได้แบบเต็มที่สักวัน  ความสุขแบบตอนเรียนมัธยมไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหมด  เรียนก็ยาก  กิจกรรมเยอะ  บางทีขนาดจะสอบแล้วกีฬามั่ง โน่นนี่นั่นยังท่วมหัวอยู่เลย  มันดูเหมือนมันไม่เป็นระบบไม่เป็นเวลา  บางทีก็ชอบมีนัดเรื่อยเปื่อยทั้งๆที่มันไม่ได้จำเป็นอะไร บางทีก็มีเรียนตอนดึกทุ่มนึงเสร็จสามทุ่ม  บางทีก็มีสอบตอนทุ่มนึง  ไม่ก็เรียนวันเสาร์  อาทิตย์แบบไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย บางทีก็รู้สึกเหมือนเราอยู่คนเดียว  คิดต่างจากคนอื่นในหลายๆเรื่อง กิจกรรมก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วม  เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยจะได้ก็มันเบื่อนิ  เจอแต่พวกน่าเบื่อ คนน่าเบื่อ  พวกชอบนัดแล้วมาสาย  เวลาไม่เป็นเวลา  นัดทำงานแล้วมาเล่นไม่ยอมทำให้มันเสร็จๆ ชอบทำให้หงุดหงิดอยู่เรื่อยเลย   งานก็ต้องทำเยอะบางทีเหมือนเราอยู่ท่ามกลางพวกอะไรก็ไม่รู้คุยกันแต่เรื่องหยุมหยิมไร้สาระ แถมบางทีไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าว่าคนพวกนั้นบางทีก็มองเราแปลกๆ  บางทีสายตาเหมือนกับมองมาแบบว่าดูถูกว่าเราทำไม่ได้เหมือนเค้า  เราก็รู้สึกน่ะว่าก็คนเรามันต่างกันมันเก่งอันนี้แต่เราถนัดอีกอย่างถ้ามันมาอยู่ตรงที่ที่เราถนัดเรื่องนี้อยู่มันก็กลายเป็นแค่คนกากๆ คนนึงที่ทำอะไรไม่ค่อยได้เหมือนกันอะแหละ  มันก็อย่างว่าคนรอบข้างหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเรามักมีผลกับเราเสมอมันก็เป็นส่วนหนึ่่งทีทำให้ชีวิตตอนนี้ไม่มีความสุขเอาสะเลย การบ้านก็แยะยิ่งสาขาที่เรียนก็อ่านหนังสือกันจนเหนื่อย ทำแลปกันจนเพลียโดยเพฉาะพวกแลปทดลองเนี่ย  ต้องอยู่กับสารเคมี  แลปแต่ละครั้งก็นานมากกกกก     เรียนไม่กี่หน่วยยกิจแต่เจอแลป สอง สามตัวนี่แบบตารางแน่นเลย ยิ่งสาขาที่เรียนก็มีแต่แลปๆๆๆๆๆๆๆๆๆเมื่อก่อนอยากเรียนแลปสะมากมาย มาเจอเอาตอนนี้บอกได้เลยว่า "เข็ด" แล้วจริงเบื่อสภาพแบบนี้เต็มทีและเหมือนกับต้องทนให้ผ่านไปได้วันๆ  ชีวิตมันน่าเบื่อขนาดนี้เลยหลอ  เรียนก็เหมือนกันคณะที่เรียนอยู่รู้สึกว่ามันไม่โอเลยจริงๆ ต้องจมอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ  จนครบสี่ปีเลยหลอตอนนี้รู้สึกเหนื่อยรู้สึกเหนื่อยท้อเต็มทีไม่อยากทำอะไรมันสักอย่างเลยวุ๊ย!!!!!  เบื่อๆ

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

6 วิธีละลายความเครียดในมหาวิทยาลัย

              สำหรับนักศึกษาอย่างเราๆ  ก็อย่างว่าอะน่ะมันก็ต้องเจอกับเรื่องเครียดเป็นธรรมดา วันนี้เลยมีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการจัดการกับความเครียดมาให้ลองทำดูกัน ^^

เชื่อไหมว่า!! ความเครียดที่มากเกินไปทำให้เราสอบได้เกรดไม่ดี กิจกรรมก็ไม่ดี  วิธีละลายความเครียดในรั้วมหาวิทยาลัยมีหลักการง่ายๆ อยู่ที่ “การบริหารเวลา” เพราะส่วนใหญ่ความเครียดมักเกิดจากเวลาที่เรารู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ยิ่งเราควบคุมอารมณ์ได้ดีเท่าไร ความเครียดและกังวลก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย
ก่อนที่จะไปถึงเทคนิคละลายความเครียด หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยลดความเครียดได้คือการ “หัวเราะ” ค่ะ ดังนั้นเราควรจัดตารางเวลาไว้เพื่อทำกิจกรรมที่ได้หัวเราะบ้าง เช่น ดูหนังตลก ใช้เวลาผ่อนคลายและหัวเราะอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคิดกังวลเรื่องการเรียน หลังจากได้พักเต็มที่แล้วค่อยหันกลับมาหาทางจัดการกับความเครียด กันดีกว่า


6 วิธีละลายความเครียดในมหาวิทยาลัย

1. ดูว่าความเครียดของเราเกิดจากการบริหารเวลาไม่เป็นหรือไม่ – ถ้าความเครียดและวิตกกังวลของเราเกิดจากเราทำงานส่งไม่ทัน, ไม่มีเวลาทำแลป, กิจกรรมชมรมมากเกินไป, ทำงานหนัก, หรือมีภาระต้องดูแลแฟน สิ่งที่ควรทำคือตั้งใจบริหารเวลาให้ดีขึ้นกว่าเดิม การบริหารเวลาไม่เป็นเกิดจากการทำงานช้า, กะเวลาผิดพลาดเพราะคิดว่าน่าจะทำงานเสร็จได้ทันเวลา, และใช้เวลาในรายละเอียดที่ไม่สำคัญมากเกินไป
วิธีการละลายความเครียดของปัญหานี้คือ: หาเวลาว่างเพียงพอสำหรับทบทวนบทเรียนก็จะรู้สึกเครียดและกังวลลดลง และส่งผลให้เกรดดีขึ้นได้เอง

2. ทำตารางเวลาให้เหมาะกับบุคลิกภาพ, เวลาเรียน, และไลฟ์สไตล์ของเรา – ถ้าเรามีกิจกรรมทั้งนอกและในหลักสูตรต้องทำเยอะจนล้นมือ การจัดตารางตามแบบคนอื่น เช่น แต่ละวันต้องเรียน 60 นาที ทำกิจกรรม 60 นาที พักผ่อน 60 นาที ฯลฯ อาจไม่เหมาะกับเรานัก เพราะระหว่างที่ยังทำกิจกรรมไม่เสร็จ การเปลี่ยนไปนั่งเรียน 60 นาทีด้วยใจพะวักพะวงแต่กับกิจกรรมที่ทำไม่เสร็จคงไม่ดีนัก ดังนั้นลองหาวิธีจัดตารางให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของเราซึ่งแต่ละคนก็จะมีเทคนิคไม่เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคืองานเสร็จทันส่งและเราไม่เครียดมากด้วย


3. หาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน – ยิ่งเรารู้วิธีการเรียนมากเท่าไร ความเครียดก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น มีงานวิจัยพบว่ายิ่งเราสามารถควบคุมความเป็นไปในชีวิตเราได้มากเท่าไรก็จะยิ่งส่งผลโดยตรงไปลดความเครียดและวิตกกังวลในการเรียนได้มากเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เราเครียดมักเกิดจากมีงานที่ต้องทำและวิชาที่ต้องเรียนจนล้นมือ ในเมื่อเราไม่สามารถเพิ่มเวลาให้มากกว่าวันละ 24 ชั่วโมงได้ เราคงต้องหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและทำงานเพื่อให้ทำงานได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม

4. ระวังอย่าเผลอทำกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าบ่อยนัก – ทุกครั้งที่เราเริ่มตั้งสมาธิลงมืออ่านหนังสือและทำงานอย่างจริงจัง บรรดาทวิตเตอร์, เฟคบุ๊ค, เว็บไซต์, หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทำงานไม่เสร็จเสียที แม้เราคิดว่าคุย 10 นาทีแล้วค่อยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอีก 10 นาทีก็ได้ แต่ความเป็นจริงเวลาไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่การตั้งสมาธิก่อนเริ่มลงมือทำงานต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องเช็คอีเมล์หรือโทรคุยกับใครก็ควรทำเสียให้เรียบร้อยก่อนลงมือทบทวนบทเรียน ดังนั้นหนึ่งในเทคนิคละลายความเครียดที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการใช้อินเตอร์เน็ต, รับโทรศัพท์, ให้เพื่อนเข้ามาคุยในห้อง, หรือทำอะไรก็ตามที่อาจจะรบกวนการทบทวนบทเรียนกลางคันได้

5. ใช้เวลาวันละ 30-60 นาทีจัดตารางเวลา - ชั่วโมงแรกของแต่ละวันควรเริ่มต้นด้วยการจัดตารางสิ่งที่จะต้องทำในวันหรือสัปดาห์นั้น เสร็จแล้วให้หาที่ระบายความรู้สึกเครียดกังวลใส่อะไรสักอย่าง เช่น เขียนไดอารี่, เขียนบล็อก, หรือบ่นให้คนใกล้ตัวฟัง เมื่อสมองปลอดโปร่งและกิจกรรมที่ต้องทำได้รับการวางแผนเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเราจะสามารถตั้งสมาธิกับการเรียนและทำงานในวันนั้นได้อย่างเต็มที่

6. แบ่งเวลาในแต่ละวันเพื่อทำงานที่เราถนัดบ้าง – บางครั้งสิ่งที่เรียนก็ไม่ใช่เรื่องที่เราถนัดเสมอไป เราอาจไม่มีเวลาพอที่จะนั่งฝึกทักษะที่ไม่ถนัดให้เก่งขึ้นแล้ววางเรื่องที่ถนัดไว้เฉยๆ เพราะการสอบไม่รอให้เราเก่งก่อน ดังนั้นอาจจะดีกว่าถ้าเราใช้ทักษะที่เราชำนาญที่สุดมาช่วยในการเรียน ส่วนการพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดเก็บไว้ตอนที่ไม่ต้องกังวลกับการสอบก็ได้ เช่น ถ้าเราเป็นคนถนัดการเรียนโดยการอ่านและเขียนแต่ไม่ถนัดการฟัง ดังนั้นไม่ควรอัดเลคเชอร์เพื่อกลับไปฟังหรือถอดเทปเพื่อพัฒนาทักษะการฟังในยามที่วันสอบใกล้เข้ามาแล้ว แต่ควรอ่านเตรียมก่อนไปฟังเลคเชอร์ ฟังแล้วจดและกลับมาอ่านทบทวนหรือเขียนโน้ตย่อมากกว่า ส่วนทักษะการฟังค่อยไปพัฒนาตอนทำงานที่ไม่จำเป็นต้องสอบทำเกรดแล้วก็ยังได้ วิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเครียดและกังวลในขณะเรียน แต่ถ้าใครคิดว่าตนเองไม่เครียดอยู่แล้วและอยากพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดก็ทำได้ตามอัธยาศัย

สรุปคือการบริหารเวลาให้ได้อย่างเหมาะสมถือเป็นวิธีสำคัญในการช่วยลดความเครียดขณะเรียนได้เพราะทำให้เรารู้สึกว่าสามารถควบคุมทุกสิ่งรอบตัวให้เป็นไปได้ดังที่วางแผน
การเรียนก็ดี กิจกรรมก็ดี...ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็จัดการได้ลงตัว


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ^^  : Too Stressed to Study? 6 College Stress Management Tips [Internet]. [cited 2010 Oct 8];Available from:http://theadventurouswriter.com/blog/too-stressed-to-study-college-stres...

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

ความน่าเบื่อของชีวิตช่วงสอบ





มักเจอประโยคเกรียนๆ จนเอือม

- เริ่มอ่านหนังสือมั่งยัง
- ช่วงนี้เงียบไปเลยน่ะ  ซุ้มอ่านหนังสือหลอ  ; ซุ่มบ้าซุ่มบออะไรแกอ่านเยอะกว่าชั้นอีก  นอนก็หาว่าซุ่ม                                                                      อ่านหนังสือ
- อ่านเยอะๆระวังจะได้ A น่ะ   ;ถ้าเป็นแบบนั้งจริงๆก็ดีสิ
- นอนดึกจังอ่านหนังสือหลอ
- จะอ่านทำไมนักหนาจะเอา A  หลอ     ; เออ....ใช่ =.=
- อย่างแก A ทุกวิชายุแล้ว  ; นี่ประชดหลอก็รู็อยู่ความจิงเป็นไง =..=

เป็นช่วงเวลาแห่งการทรมาน และเพิ่มน้ำหนัก

- นอนดึกบ่อย  เพราะเพิ่งมาอ่านได้ทั้งวันทั้งคืนก่อนวันสอบ 1 วัน
- นอนดึกก็หิวอีก   เลยต้องกินๆๆๆๆๆ เข้าไปและสุดท้ายก็นอน
- สอบมักมาพร้อมกับสิวยังกะนัดกันมาอย่างดี  ผุดขึ้นมาแบบไม่ยั้ง

มักมีอาการแปลกๆเกิดขึ้น

- เห็นภาพหลอน  อิอิ  ล้อเล่นเวอร์ป๊ายยย
- มักมีอาการเปิดหนังสือแล้วจะง่วงนอนตลอดเวลา
- ชอบเอาหนังสือไปนอนอ่านบนเตียงนอนทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าอีกเดี๋ยวก็หลับ
- ทั้งที่จะต้องอ่านหนังสือ  แต่ก็ทำใจห้อ่านไม่ได้สะที

หลังสอบเสร็จแต่ละวิชาก็จะให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป

-ถ้าวิชาไหนทำข้อสอบไม่ได้   ; ชีวิตทำไมถึงเป็นแบบนี้คนอื่นทำได้แต่เร๊าาาา.....เราทำไม่ได้ทำม๊าย แล้วชีวิตก็จะเข้าสู่โหมดสลดไปอีกครึ่งชั่วโมง
หรือบางที ; ทำไม่ได้ก็ช่างไม่เห็นสนเลย
-ถ้าวิชาไหนทำข้อสอบได้  ;โลกช่างสดใสหน้าอยู่  555  เราเนี่ยก็เก่งเหมือนกันนิน่ะ นอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังจะมีความสามารถอีก
- และหลังจากที่สอบเสร็จจะทำให้เรารู้ว่า การนอนหลับได้แบบมาราธอนเป็นยังไง 55

          แต่ตอนสอบก็แปลกน่ะบางคนชอบถามว่าอ่านหนังสือยัง พอบอกว่ายังไม่อ่าน  ม๊านนนก็ไม่เชื่อ  แล้วจะถามเพื่อ?   บางทีตอนสอบอิคนบอกยังอ่านไม่ถึงไหน  ทำข้อสอบไม่ได้เสือกได้คะแนนเยอะ   อิคนบอกว่าทำได้อ่านหนังสือมาทั้งเดือนดันได้คะแนนน้อย  555  แล้วเราก็จะวนเวียนเจอเรื่องแบบนี้อยู่ร่ำไปทุกครั้งที่มีการสอบ